แนะนำตัวเอง

เจ้าของบล็อกนี้ชื่อ เบส นะคะ เป็นDek58/59/60 ที่ฝันอยากเป็นหมอ ลงสนามสอบทั้งหมด 3 ปี คือซิ่ว 2 ปี ปีแรกหยุดอยู่บ้านอ่านหนังสือ อีกปีหนึ่งไปเรียนมหาลัยได้ครึ่งเทอมแล้วลาออกมาอ่านหนังสือค่ะ

ขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้เก่งอะไร เป็นคนขี้เกียจ แล้วก็ชอบนอน แทนตัวเองว่า”เรา”นะคะ ตอนม.6ก็เรียนพอใช้ เรียนบ้าง เล่นบ้าง พอถึงช่วงสอบถึงจะอ่านหนังสือ ก็เป็นเด็กม.ปลายต่างจังหวัดทั่วๆไปคนหนึ่ง ไม่ได้โดดเด่นอะไร กิจกรรมก็เข้าบ้าง ไม่เข้าบ้าง เรียนเสร็จ ตกเย็นก็ไปเรียนพิเศษ กลับบ้าน ทำการบ้าน นอน เช้ามาก็ไปเรียน (สายตลอดเลยค่ะ)

ที่บ้านเราก็ค่อนข้างเปิดค่ะ เพราะว่าเราทำอะไรก็บอกตลอด เป็นตั้งแต่เด็กๆเลย เค้าก็ซัพพอร์ตเราเท่าที่เค้าทำได้ค่ะ ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้รวยอะไร พอมีพอกินค่ะ ที่เรียนพิเศษตอนม.ปลายก็จะมี 3 วิชาค่ะ
·       คณิต : เรียนคอร์สเอ็นของ Tutor อย่างเดียว
·       เคมี : เรียนอ.อุ๊ แต่ไม่ได้เรียนคอร์สเอ็นนะ
·       ฟิสิกส์ : เรียนกับครูในจังหวัด

ช่วงม.4เราได้ไปเข้าค่ายหมอ กับ วิศวะ ก็ทำให้เราตัดสินใจได้ว่าเราอยากจะเรียนอะไร ตั้งแต่ก็นั้นก็อยากเรียนหมอมาตลอดค่ะ แล้วก็ไม่มีคณะอื่นที่อยากเรียนด้วย แต่ก็อย่างว่า คนขี้เกียจอย่างเราพอรู้ตัวแล้วก็ไม่ได้มานั่งอ่านหนังสือตามที่ควรจะทำ

พอขึ้นม.6เราก็ยังไม่เริ่มอ่านหนังสือเลยค่ะ ยังชิวๆไป คิดว่าอ่านไม่นานก็คงทำข้อสอบได้ จนปิดเทอมหนึ่งของม.6 เราก็รู้ตัว(ได้สักที)ว่า เราอ่านไม่ทันแน่ๆ แต่ก็บังคับตัวเองให้เริ่มอ่านไม่ได้อยู่ดี พอเปิดเทอม 2 ของม.6 ก็จะมีสอบรับตรง gatpat 7วิชาสามัญ(ปี58ยังเป็น7วิชาค่ะ) ตอนนั้นจำได้ว่ามีสอบรับตรงแพทย์ ทันตะ ของม.ขอนแก่นเป็นสนามแรก เราก็สมัครนะคะ แต่เหมือนไปเที่ยวเฉยๆค่ะ ไปเดาๆให้จบๆไป ถัดมาก็จะเป็นโควตาของม.ขอนแก่นค่ะ(ลืมบอกไปว่าเราเป็นเด็กอีสาน) ก็เริ่มอ่านหนังสือก่อนไปสอบประมาณ15วันได้ค่ะ คะแนนก็ไม่สวยตามเคย แต่ก็ยื่นไปได้คณะสัตวแพทยศาสตร์ค่ะ ไปสัมภาษณ์เสร็จสรรพ ก็รู้ตัวว่าเราเรียนไม่ได้หรอก ก็เลยตัดสินใจคุยกับที่บ้านว่า ขอไม่เรียนได้ไหม ขอหยุดอ่านหนังสืออยู่บ้านหนึ่งปีนะ เพราะว่าเราไม่อยากเรียนคณะอื่นนอกจากคณะแพทย์เลย ที่บ้านก็อนุญาตค่ะ ก็โอเค งั้นเราขอเล่นให้เต็มที่ก่อนละกัน แล้วค่อยเริ่มอ่านหนังสือแบบจริงจัง

เราก็วางแผนอ่านช่วงที่ดรอปไป แต่สิ่งที่เราไม่ชอบตัวเองเลยคือ เราขี้เกียจ ควบคุมตัวเองไม่ได้ ติดคอม แต่ก็ต้องฝืนตัวเอง ก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง สุดท้ายก่อนสอบก็รู้ตัวว่าทำโจทย์น้อยไป เก็บบางวิชาไม่ครบ ก็ไปสอบ ทำให้เต็มที่ที่สุด พอเสร็จก็ลองประเมินคะแนนดู ความรู้สึกตอนนั้นคือโอกาสติด20%ถ้าเดาถูกเยอะ ผลของปี59ออกมา สรุปว่าไม่ติด คะแนนเราขาดจากอันดับสุดท้ายไป0.03คะแนน น้ำตาไหลพรากเลยค่ะ แต่ทั้งหมดพอมองย้อนกลับ คือเราทำตัวเราเองทั้งหมด ก็ต้องทำใจแล้วก็ยอมรับสภาพไป ไม่ใช่แค่เราเสียใจคนเดียว แต่เราทำให้ที่บ้านเสียใจด้วย ใจจริงเราอยากจะหยุดอ่านอีกปี เพราะมันเหลืออีกแค่นิดเดียวเราก็จะติดแล้ว แต่แม่ไม่ให้ กลัวเราเคว้งอีกปี เราก็ไม่เป็นไร เรียนก็เรียน แต่ขอลองสอบอีกปีหนึ่งนะ ถ้าครั้งนี้ไม่ติดก็ไม่เอาแล้ว เรียนยาวเลย ก็เลยแอดเข้าเภสัชค่ะ

ได้มาเรียนปี1 ก็มีกิจกรรมเยอะมากค่ะ  ต้องตื่นไปเรียน บางวิชาก็มีควิซย่อย เราก็ต้องอ่านเพื่อไปสอบ สำหรับคนขี้เกียจอย่างเราก็ไม่มีเวลาอ่านหนังสือเลยค่ะ จนใกล้สอบมิดเทอมของมหาลัยแล้ว เรายังอ่านหนังสือไม่ถึงไหนเลย แล้วก็ต้องอ่านสอบมิดเทอมอีก ตอนนั้นเราเครียดมากๆ โทรคุยกับที่บ้านทุกวัน ว่าเราไม่ไหวนะ เราโฟกัสไม่ได้เลย ตอนนั้นเหลือเวลาประมาณ2เดือนครึ่งก่อนสอบ 9 วิชาค่ะ เราประเมินตัวเองว่าถ้าเรายังเรียนมหาลัยต่อไป เราไม่ติดอีกปีแน่ๆ เลยขอที่บ้านลาออกค่ะ เค้าก็ให้นะคะ ก็ทำเรื่องลาออก อ่านหนังสือ แล้วก็ไปสอบ สอบเสร็จแต่ละวิชาเราพอจะรู้คะแนนตัวเองคร่าวๆค่ะ ว่ามันดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าปีก่อนๆ ก็ทำเต็มที่ค่ะ แล้วลองมาคำนวณคะแนนคร่าวๆ ก็คิดว่ามีโอกาสติดถ้าเราไม่สะเพร่าแบบไม่รู้ตัว ปี 60 คะแนนออกมาก็ติดค่ะ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ติดหมอแล้วนะ

แนะนำการอ่านหนังสือเป็นวิชา

วางแผนอ่านหนังสือ