บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก กุมภาพันธ์, 2017

ข้อสอบ 7 วิชา + Gat Thai

ข้อสอบ 7 วิชา https://www.dropbox.com/sh/pevks71efzyuhfm/AADoJUCLziNy_D8z33lYrw63a?dl=0 ข้อสอบ Gat Thai https://www.dropbox.com/sh/qjnajjfqwskb942/AACGSgprNkG6jdK9dSTz99qXa?dl=0 ขออนุญาตเจ้าของด้วยนะคะ  เครดิตอยู่ในตัวข้อสอบค่ะ มีแจกหนังสือด้วยนะคะ ตามไปที่ Twitter : @tionbest ส่งต่อหนังสือ IG : 2hand_entbooks

คนมีฝัน

          ทุกคนมีความฝัน แต่หลายคนพอเจออุปสรรคก็เลือกที่จะทิ้งความฝันไป สำหรับเรา การเสียเวลาไป 2 ปีแต่กลับได้เริ่มต้นความฝัน เราว่าคุ้มค่ะ เพราะชีวิตของเราไม่รู้ว่าจะตายวันหรือตายพรุ่ง ถ้าได้ทำฝันของตัวเอง ไม่ทรยศใจตัวเอง ก็รู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตแล้ว เราเชื่อว่าที่เราเสียเวลา 2 ปีไปมันก็สมเหตุสมผลนะ เพราะม.ปลายเราไม่อ่านหนังสือเลย ตอนหยุด 1 ปี เราก็แพ้ใจตัวเอง มันก็ยังไม่ถึงเวลาที่ควรจะติด ถ้าเราไปเทียบกับเด็กม.6 ที่ติดปีนั้นเลย เค้าอาจจะเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่ม.4 เค้ายอมเหนื่อยมาตลอด 3 ปี แต่เราไม่ใช่ ก็สมเหตุสมผลแล้วหล่ะค่ะ เราไม่อยากให้ทุกคนท้อ แล้วก็หยุดเดิน แน่นอนว่าคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อน มันก็เริ่มต้นยากพอสมควร แล้วระหว่างทางสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานด้วยแล้ว ก็ยิ่งยากไปใหญ่ เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่อย่าหยุดฝัน  เราคิดว่าทุกคนต้องเจอปัญหา ก็ขอให้ใจเย็นๆ ค่อยๆแก้ไป พอเวลาผ่าน ปัญหาก็จะจางลงเองขอให้ทุกคนหาวิธีเติมไฟให้ฝันอย่างสม่ำเสมอ มีเป้าหมายที่ชัดเจน สักวันหนึ่งผลของการกระทำของเรามันก็จะตอบแทนตัวเราเอง อดทน เป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ๆนะคะ

ซิ่วอยู่บ้าน หรือ ไปเรียน

        ซิ่วอยู่บ้าน  หรือ ดรอปอยู่บ้านอ่านหนังสือ 1 ปี(จริงๆก็ไม่ถึง) ข้อดีก็คือ มีเวลาเยอะ มีอิสระ ข้อเสียคือ ถ้าแบ่งเวลาไม่ดีก็พังค่ะ ถ้าควบคุมตัวเองไม่ได้ก็พังค่ะ กดดัน เห็นเพื่อนเรียนก็อยากเรียนบ้าง           ไปเรียน คือ เรียนปี 1 ข้อดีคือ ได้เรียนรู้ชีวิตในรั้วมหาลัย ได้มีสังคมใหม่ๆ ข้อเสียคือ มีเวลาอ่านน้อย กิจกรรมเยอะ มีค่าใช้จ่ายตอนไปเรียน           สำหรับเรา จากที่เคยมีทั้ง 2 ประสบการณ์ ด้วยนิสัยเราแล้ว เราว่าหยุดอ่านดีกว่าค่ะ แต่ต้องควบคุมตัวเองให้ได้ เอาชนะใจตัวเองให้ได้ แต่ใช่ว่าไปเรียนจะไม่ดีนะคะ เรามีเพื่อนที่เรียนไปด้วยแล้วก็สอบ คะแนนเค้าดีกว่าเราอีกค่ะ ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานแล้วก็นิสัยของแต่ละคน ถ้าต้องเริ่มอ่านใหม่ทั้งหมดแบบเรา แน่นอนว่าไปเรียนปี 1 ทำให้เราอ่านไม่ทันแน่ๆ อย่างเราตอนไปเรียน จ่ายค่าเทอมไปแต่เรียนได้ครึ่งเทอมก็เสียเงินไป เสียดายอยู่เหมือนกัน ก็อยากให้คิดดีๆก่อนตัดสินใจ

เทคนิคการทำข้อสอบ

รูปภาพ
วิชาเฉพาะ                        ขอให้คิดว่าทุกคะแนนมีค่า อย่าทิ้ง ทำให้เต็มที่ อย่างประสบการณ์ของเราตอนปี59 ที่ไม่ติด เรามาคิดย้อนว่า ถ้าหากเราทำวิชาเฉพาะได้เพิ่มอีกนิด เราก็คงจะติด ไม่อยากให้ทุกคนต้องมานึกเสียดายแบบเรา           พาร์ทเชาวน์ เราเชื่อว่าก่อนเข้าห้องสอบ หลายๆคนอาจจะตื่นเต้น กลัวทำไม่ทัน ซึ่งจริงๆก็มีน้อยคนมากที่จะทำทัน เราแนะนำให้ทำสมาธิ บอกกับตัวเองว่า ใจเย็นๆ ต้องรอบคอบ เราทำได้อยู่แล้ว แบบนี้ค่ะ พอเปิดข้อสอบออกมา ก็ไปทำตรงพวกมองภาพ,อนุกรมเลขก่อน แล้วค่อยไปทำโจทย์คำนวณ แล้วโจทย์ยาวๆก็เอาไว้ทีหลังค่ะ           พาร์ทจริยะ พาร์ทนี้ด้วยเวลาที่จำกัด ข้อสอบก็จะสามารถวัดตัวตนของเราได้จริงๆ ก่อนเข้าห้องสอบก็ไม่ต้องคิดอะไร บอกกับตัวเองว่า เราเป็นคนดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ยึดความถูกต้อง ตอนทำข้อสอบอ่านแล้วตอบเลย ไม่ต้องลังเล คำตอบแรกที่ออกมานั่นแหละคือข้อที่ถูกค่ะ การลังเลจะทำให้เราเสียคะแนน           พาร์ทเชื่อมโย...

แนะนำการอ่านหนังสือเป็นวิชา

รูปภาพ
ภาษาอังกฤษ เราเริ่มอ่านเล่มนี้ก่อนค่ะ ในเล่มก็จะอธิบายเป็นบทๆ แล้วก็มีแบบฝึกหัดท้ายบท กับแบบฝึกหัดรวม แล้วก็ต่อด้วยเล่มนี้ค่ะ เล่มนี้จะมีข้อสอบเป็นชุดๆ ช่วงแรกเราก็จะจับทางไม่ถูก แต่ทำไปผิดพลาดตรงไหน เรื่องอะไร เราจดไว้เลยค่ะ แล้วทักษะเราก็จะค่อยๆพัฒนา เล่มนี้ขาดไม่ได้เลยค่ะ เป็นเล่มรวมข้อสอบ ยังไงก็ต้องทำ แต่เราไม่ได้ทำพวกข้อสอบโอเน็ตนะคะ เล่มนี้ก็ดีค่ะ เป็นการฝึก reading แต่สำคัญสุดคือต้องจับเวลาตอนทำด้วยนะคะ ชุดหนึ่งเวลาไม่ควรเกินจำนวนข้อสอบในชุดนั้นค่ะ เล่ม grammar /error / reading เราทำเล่มละ 2 รอบค่ะ แล้วก็เวลาเจอศัพท์ที่ไม่รู้ในข้อสอบ เราก็จะจดลงสมุดเล่มเดียวกับที่จดว่าผิด error ข้อนี้เรื่องอะไร เอาไว้ท่องด้วยค่ะ คณิตศาสตร์ เล่มนี้สรุปครบค่ะ เราอ่านเล่มนี้แล้วก็โน้ตสูตรแต่ละบทลงสมุดสรุป ต่อด้วยเล่มนี้พาร์ท diagnosis เป็นข้อสอบพื้นฐาน ถ้าทำได้เต็มทุกชุดก็เยี่ยมเลยค่ะ แล้วก็เล่มนี้พาร์ท workbook ค่ะ พาร์ทนี้จะ...

วางแผนอ่านหนังสือ

รูปภาพ
            เราคิดว่า การอ่านหนังสือ เราต้องมีเป้าหมายที่แน่นอนว่า เราเน้นสนามนี้นะ เพราะว่าข้อสอบแต่ละสนามจะมีจุดเน้นไม่เหมือนกัน แต่แน่นอนว่ามันขึ้นอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือเราต้องได้เนื้อหาหลักๆของแต่ละวิชา เราจะขออธิบายการอ่านหนังสือของเราโดยเน้นไปที่สนาม 9 วิชาสามัญนะคะ ที่เราจะอธิบายคือช่วงที่เราหยุดอ่านอยู่บ้านค่ะ คะแนน 7วิชาสามัญตอนที่เราสอบช่วงม.6              จากคะแนนก็มาวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งของตัวเอง อย่างของเราจุดอ่อนมากๆก็คืออังกฤษ กับ คณิต จุดแข็งก็จะมีไทย กับ ฟิสิกส์ นอกนั้นจะพื้นๆค่ะ ต่อมาเราก็มาวางเป้าหมายคะแนนของเรา ว่าเราอยากเข้ามหาลัยไหน แล้วต้องได้คะแนนเท่าไหร่ สำหรับตัวเราเอามหาลัยกลางๆก็พอใจแล้วค่ะ แต่คะแนนต้องตั้งไว้สูงหน่อยนะคะ เพื่อที่เราจะได้ท้าทายตัวเอง ได้พยายามให้มากขึ้น เช่น ไทย 80+  สังคม 50+ อังกฤษ 65+ คณิต 60+ ฟิสิกส์ 70+ เคมี 65+ ชีวะ 65+ พอลองตั้งแล้วก็เอาไปคำนวณดูค่ะ ว่าคะแนนที่ตั้งมันถึงมหาลัยที่เราอยากเข้าไหม         ...

แนะนำตัวเอง

เจ้าของบล็อกนี้ชื่อ เบส นะคะ เป็น Dek58/59/60 ที่ฝันอยากเป็นหมอ ลงสนามสอบทั้งหมด 3 ปี คือ ซิ่ว 2 ปี ปีแรกหยุดอยู่บ้านอ่านหนังสือ อีกปีหนึ่งไปเรียนมหาลัยได้ครึ่งเทอมแล้วลาออกมาอ่านหนังสือค่ะ ขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้เก่งอะไร เป็นคนขี้เกียจ แล้วก็ชอบนอน แทนตัวเองว่า”เรา”นะคะ ตอนม.6ก็เรียนพอใช้ เรียนบ้าง เล่นบ้าง พอถึงช่วงสอบถึงจะอ่านหนังสือ ก็เป็นเด็กม.ปลายต่างจังหวัดทั่วๆไปคนหนึ่ง ไม่ได้โดดเด่นอะไร กิจกรรมก็เข้าบ้าง ไม่เข้าบ้าง เรียนเสร็จ ตกเย็นก็ไปเรียนพิเศษ กลับบ้าน ทำการบ้าน นอน เช้ามาก็ไปเรียน (สายตลอดเลยค่ะ) ที่บ้านเราก็ค่อนข้างเปิดค่ะ เพราะว่าเราทำอะไรก็บอกตลอด เป็นตั้งแต่เด็กๆเลย เค้าก็ซัพพอร์ตเราเท่าที่เค้าทำได้ค่ะ ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้รวยอะไร พอมีพอกินค่ะ ที่เรียนพิเศษตอนม.ปลายก็จะมี 3 วิชาค่ะ ·        คณิต : เรียนคอร์สเอ็นของ Tutor อย่างเดียว ·        เคมี : เรียนอ.อุ๊ แต่ไม่ได้เรียนคอร์สเอ็นนะ ·        ฟิสิกส์ : เรียนกับครูในจังหวัด ช่วงม.4เราได้ไปเข้าค่ายหมอ กับ วิศวะ ก็ทำ...